การทำงานและข้อแตกต่างระหว่างโปรเจคเตอร์แบบ LCD และ DLP

การทำงานของโปรเจคเตอร์ LCD

จากหัวข้อก่อนๆที่เราได้นำเสนอวีดีโอของการทำงานของโปรเจคเตอร์ แบบ LCD (3LCD) และ DLP แต่ยังมีลูกค้าบางส่วนที่สอบถามเข้ามาถึงความแตกต่างระหว่าง LCD และ DLP หัวข้อนี้เลยนำเสนอการทำงานและความแตกต่างระหว่าง โปรเจคเตอร์ทั้ง 2 แบบ เพื่อให้ท่านที่กำลังมองหาโปรเจคเตอร์นำไปประกอบในการตัดสินใจเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

หลักการทำงานของโปรเจคเตอร์ LCD เพื่อว่าท่านทีกำลังมองหาโปรเจคเตอร์ จะได้ศึกษาหลักการทำงานของโปรเจคเตอร์ แบบ LCD ว่าเป็นอย่างไร

LCD: Liquid Crystal Diode เป็นระบบที่ใช้แสงส่องจากด้านหลังผ่านผลึกเหลว (Liquid Crystal Molecules และแผ่น Polarizing Substrate LCD)

ข้อดีของระบบ LCD

  • ถ่ายทอดสีสันอิ่มตัวและสดใสกว่า
  • มีความคมชัดสูง

ข้อเสียของระบบ LCD

  • มีค่า Contrast Ratios ต่ำ
  • ไม่สามารถถ่ายทอดความลึกของเฉดสีดำได้
  • มีปัญหาในการแสดงสีของก้อนเมฆ, ควัน (จะเป็นปื้น)
ปัจจุบัน โปรเจคเตอร์ระบบ LCD ได้พัฒนาที่เรียกว่า 3LCD ขึ้นมา (ดังรูป LCD ทีแสดง )

ข้อดีของ 3LCD

  • Bright Picture Quality (คุณภาพภาพที่สดใส) มีความสว่างสูงสุดแม้ในห้องที่มีความสว่างปกติ เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่าภาพที่ได้มีความคมชัด และมีสีสันสดใส
  • Natural Colour Reproduction (ภาพที่มีรายละเอียดภาพสูง)เนื่องจากมีการควบคุมและผสมผสานสีด้วยความเอาใจใส่ ภาพที่ออกมาจึงเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และมีเฉดสีที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • High Detailed Picture Quality (ภาพที่มีรายละเอียดภาพสูง) ด้วยเทคโนโลยี 3 LCD ท่านสามารถมั่นใจได้ว่าจะฉายแม้แต่รายละเอียดที่เล็กที่สุดอย่างชัดเจน รวมไปถึงการจัดลำดับภาพและจุดสีดำอย่างละเอียดอ่อน

การทำงานของโปรเจคเตอร์ DLP

DLP: Digital Light Processing: DLP เป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นโดยบริษัท Texus Instruments (ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น Chip ใหม่หรือเก่าก็จะผลิตโดย Texus ทั้งหมด … รุ่นเก่าๆ ที่เขียนว่า Texus จึงไม่ใช่คำตอบว่าภาพจะดีหรือไม่ดี)
DLP ใช้ Optical Semiconductor ชื่อ Digital Micromirror Device (DMD) เป็นตัวทำงาน DMD คือวงจรควบคุมแสงไฟขนาดเล็กที่มีความเที่ยงตรงสูงมากๆ วงจร DMD ทำหน้าที่ควบคุมกระจกสะท้อนนับล้านชิ้น (เท่าจำนวนความละเอียดของจุดภาพ) ที่วางตัวอยู่บนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กโดยกระจกเหล่านี้จะถูกปิด-เปิดนับพันๆ ครั้งต่อวินาที และทำหน้าที่สะท้อนแสงไปยัง Pixel ที่ถูกกำหนดไว้ ระยะเวลาในการปิด-เปิดจะเป็นตัวกำหนดระดับของเฉดสีเทาที่เราเห็น DLP รุ่นที่ใช้เป็นมาตรฐานในปัจจุบันได้รับการพัฒนามาถึงระดับ 6 segment (6 Panel Color Wheel) หรืออีกชื่อคือ RGB x 2 ทำให้ระบบ DLP สามารถสร้างสีได้ถึง 16.7 ล้านสี และให้ค่า Contrast ได้ประมาณ 2000:1 หรือถ้าเป็นรุ่นใหญ่ๆ ใช้ Chip DMD 3 ตัวก็จะสร้างได้ถึง 35 ล้านล้านเฉดสี โดยปัจจุบันนี้ได้พัฒนาไปมากจนปัญหาที่เกิดขึ้นกับ DLP เดิมคือ Rainbow Effect ได้ลดลงไปมากจนแทบไม่เจอ ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาตัว DMD ใหม่สุดคือ HD2+ โดยเพิ่มเฉดสีเขียวแก่เข้าไปกลายเป็น 7 segment ผลที่ได้คือ Contrast Ratio เพิ่มไปถึงระดับมากกว่า 3000:1 – 3500:1 ทำให้ระดับสีสัน ความคมชัด และ Black Level ดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ แต่ในโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่บางตัวรุ่นใหญ่สุดจะใช้ color wheel แบบ 8 segments ซึ่งเพิ่มสีเขียวแก่อีก 1 เฉด ทำให้สีดำจะดำสนิทมากขึ้นไปอีก

ข้อดีของระบบ DLP

  • ให้สีสันที่น่าตื่นตะลึง ระดับการไล่เฉดสีดีมาก
  • ภาพจะดูนุ่มนวลและเนียนกว่า
  • ให้ Contrast Ratio ที่สูงกว่า
  • อายุการใช้งานหลอดภาพสูง

ข้อด้อยระบบ DLP

  • อาจมีปัญหาประกายรุ้ง (Rainbow Effect) ในบางรุ่น
  • ข้อสังเกตในการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์แบบ DLP

    - เลือกเครื่องที่มี color wheel สูงที่สุดเท่าที่งบประมาณจะซื้อได้ ปัญหาเรื่อง Rainbow Effect จะน้อย

    สรุปส่งท้าย

    คงจะพอมองเห็นภาพเกี่ยวกับโปรเจคเตอร์ทั้่ง 2 แบบกันบ้างแล้วนะครับ แต่ก็ยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกสำหรับการที่จะซื้อโปรเจคเตอร์สักตัวมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในงานด้านใหน ราคาก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งเพราะระหว่างราคาโปรเจคเตอร์ LCD และ DLP ต่างกัุนอยู่พอสมควรแต่ราคาโดยรวมแล้วโปรเจเตอร์มีแต่ราคาจะถูกลง.
     
    ป้ายกำกับ :โปรเจคเตอร์ EPSON|โปรเจคเตอร์ ACER|โปรเจคเตอร์ NEC|โปรเจคเตอร์ SONY|โปรเจคเตอร์ HITACHI|โปรเจคเตอร์ SANYO|โปรเจคเตอร์ OPTOMA|โปรเจคเตอร์ BENQ|โปรเจคเตอร์ MITSUBISHI|โปรเจคเตอร์ PANASONIC|โปรเจคเตอร์ SAMSUNG|จอรับภาพ RAZR|จอรับภาพ VERTEX|จอรับภาพ SCREEN BOY|VISUALIZER JVC|VISUALIZER RAZR|VISUALIZER VERTEX